ผิวแพ้ง่าย รักษาได้ไม่ยาก

ผิวแพ้ง่าย คือสภาวะที่ผิวไวต่อสิ่งรบกวนภายนอก โดยเฉพาะสารเคมีและสภาพอากาศ ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน รู้สึกคัน แสบ หรือมีผิวลอกได้ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ตลอดจนวิธีดูแลและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม อาจช่วยเร่งฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีสุขภาพดี ผิวแข็งแรงเหมือนเดิมได้

 

ผิวแพ้ง่ายสังเกตได้อย่างไร

 

หลายคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าบางชนิดแล้วเกิดอาการแพ้มักเข้าใจว่าตนเองมีผิวแพ้ง่าย ทว่าแท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงอาการแพ้ที่เกิดจากสารเคมีบางตัวโดยเฉพาะ หรือการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในปริมาณมากเกินไป วิธีสังเกตว่าตนเองมีผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ทำได้ดังนี้

 

ผิวแดงขึ้นทันทีหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น การใช้โฟมล้างหน้า หรือการปะทะลมแรง แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่อาจเป็นอาการของผิวแพ้ง่ายจากผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย (Rosacea) ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ร่วมกับมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามคาง แก้ม และจมูก

ผิวหลุดลอกเป็นประจำจากการขาดความชุ่มชื้น มักเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเร่งการผลัดเซลล์ผิว เช่น กรดไกลโคลิก หรือเรตินอยด์ ในปริมาณมากเป็นเวลานาน

แสบผิว ผิวพุพองง่าย เกราะปกป้องผิวของผู้มีผิวแพ้ง่ายนั้นบอบบางกว่าคนทั่วไป ทำให้ผิวไวต่อสารเคมีหลายชนิดและอาจเกิดการระคายเคืองหลังใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง สารทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น

รู้สึกคันเป็นประจำเนื่องจากผิวแห้ง เกราะปกป้องผิวที่บางไม่เพียงทำให้ระคายเคืองง่าย แต่อาจส่งผลให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้น้อยและรู้สึกแห้งกร้านจนมีอาการคันตามผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายเกิดจากอะไร

 

ผิวแพ้ง่ายเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางผิวหนังชนิดต่าง ๆ ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น หรือการเผชิญสภาพอากาศที่ส่งผลเสียต่อผิวหนังเป็นเวลานาน ดังนี้

 

ผิวหนังอักเสบ เป็นภาวะที่ทำให้มีอาการคันหรือเกิดผื่นแดงตามผิวหนัง อีกทั้งส่งผลให้เกราะปกป้องผิวบางลงจนเกิดการระคายเคืองจากสิ่งกระตุ้นภายนอกได้ง่าย เช่น น้ำ ความร้อน ความเย็น ความชื้น เป็นต้น

ผื่นระคายสัมผัส ปัญหาผิวหนังอักเสบที่อาจเกิดจากการเผชิญปัจจัยแวดล้อมหรือสัมผัสสารก่อความระคายเคืองในปริมาณมากหรือเป็นเวลานาน เช่น สารเคมี รังสีอัลตราไวโอเลต ความร้อน ความเย็น เป็นต้น อาจก่อให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้งแตก และรู้สึกคันตามผิวหนัง บางรายอาจมีเพียงอาการคันปรากฏเท่านั้น

ผื่นแพ้สัมผัส คือผิวอักเสบที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นภายนอกร่างกาย เช่น สารเคมีบางชนิดในเครื่องสำอาง ลักษณะคล้ายกับผื่นระคายสัมผัส แต่เกิดขึ้นได้ยากกว่า ทั้งนี้ อาการผื่นแพ้อาจเกิดขึ้นใน 2-3 วัน หลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้น

ลมพิษจากการสัมผัส มีลักษณะเป็นรอยบวมและแดงที่ผิวหนัง มักปรากฎทันทีหลังจากสัมผัสสิ่งกระตุ้นหรือสารก่อภูมิแพ้

ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดโรซาเซีย มักเกิดหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้าหรือเครื่องสำอางชนิดเดิมติดต่อกันนานหลายปี ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณใบหน้าแตก ผิวหน้าบวม แดง แพ้ง่าย และมีตุ่มคล้ายสิว

Aquagenic Pruritus คือโรคผิวหนังที่ส่งผลให้มีอาการคันหลังอาบน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็น น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติก็ตาม

ผิวแห้ง อาจเกิดจากพันธุกรรม การรับประทานยา สภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ ผลกระทบจากโรค หรือชำระล้างผิวบ่อยครั้งเกินไป ทำให้ผิวระคายเคือง แพ้ง่าย และมักมีอาการคันร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน

Cutaneous Mastocytoses คือภาวะผิดปกติที่ชั้นผิวหนังมีแมสท์เซลล์ (Mast Cells) ในปริมาณมาก เซลล์ชนิดนี้จะปล่อยสารฮิสทามีน (Histamine) ที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้เมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ผิวมีผื่นแดงและบวม

คาร์ซินอยด์ซินโดรม (Carcinoid Syndrome) คือกลุ่มอาการของโรคมะเร็งคาร์ซินอยด์ ผู้ป่วยมักมีผิวหนังแดงจากเส้นเลือดฝอยขยายตัว ปรากฏร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง หายใจมีเสียงหวีด ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

สิ่งแวดล้อม การเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายผิวอย่างต่อเนื่อง เช่น แสงแดด ลม อากาศร้อนหรือหนาวจัด อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

ทดสอบผิวแพ้ง่ายได้อย่างไร

 

ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เพื่อรับการรักษาหรือหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์อาจตรวจดูอาการและแนะนำให้รับการทดสอบด้วยวิธีดังต่อไปนี้

 

วิธีปิดสารทดสอบบนผิวหนัง เป็นวิธีที่นิยมใช้ทดสอบผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แพทย์จะปิดแผ่นแปะผิวหนังที่ป้ายสารก่ออาการแพ้ 20-30 ชนิด บริเวณแขนหรือแผ่นหลังของผู้ทดสอบและทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังบริเวณที่ทดสอบสัมผัสน้ำและมีเหงื่อออก เมื่อครบกำหนดจึงดึงแผ่นแปะผิวหนังออก หากพบว่าผิวหนังบริเวณใดเกิดผื่นแดง แสดงว่าผู้รับการทดสอบแพ้สารชนิดนั้น ๆ

วิธีสะกิด ใช้ตรวจสอบสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 40 ชนิดในครั้งเดียว นิยมนำมาทดสอบอาการแพ้จากเกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่น และอาหาร แพทย์จะหยดสารที่คาดว่าก่อให้เกิดการแพ้ตามบริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง จากนั้นใช้เข็มสะกิดผิวของผู้ทดสอบตามจุดที่หยดสาร แล้วทิ้งไว้ 15 นาที ตำแหน่งที่แพ้จะเกิดผื่นแดงหรือตุ่มคล้ายยุงกัด ทั้งนี้ แพทย์อาจป้ายฮิสทามีน กลีเซอรีน (Glycerin) หรือน้ำเกลือ ลงบนผิวชนิดละตำแหน่งด้วย เพื่อดูว่าผิวหนังของผู้ทดสอบตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้เป็นปกติหรือไม่ หากผิวไม่ตอบสนองต่อฮิสทามีน อาจต้องใช้การทดสอบด้วยวิธีอื่นแทน ส่วนผิวที่ป้ายกลีเซอรีนหรือน้ำเกลือแล้วเกิดอาการแพ้ อาจบ่งบอกได้ว่าผู้ทดสอบมีผิวแพ้ง่าย

การตัดชิ้นเนื้อจากผิวหนังส่งตรวจ คือการตัดเนื้อเยื่อผิวหนังบริเวณที่ผิดปกติและนำไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกติ

ผิวแพ้ง่ายควรดูแลอย่างไร

 

ผู้มีผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า บำรุงผิวหน้า และเครื่องสำอางที่อ่อนโยนต่อผิว รวมถึงปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ดังนี้

 

ทดสอบอาการแพ้ทุกครั้งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิด โดยทาบาง ๆ บริเวณข้อพับแขน ข้อมือ ท้องแขน หรือหลัง หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังส่วนที่ทดสอบสัมผัสน้ำหรือเหงื่อประมาณ 48 ชั่วโมง หากเกิดผื่นแดงแสดงว่ามีอาการแพ้และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม แอลกอฮอล์ และส่วนผสมบางชนิดที่อาจทำให้มีอาการแพ้ได้ง่าย เช่น เรตินอยด์ กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha-Hydroxy Acids: AHA) ทัลคัม (Talc) ไมกา (Mica) สารเคมีระงับกลิ่นกาย รวมถึงสารเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายหรือยับยั้งแบคทีเรีย

ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผลัดเซลล์ผิว หากต้องการผลัดเซลล์ผิวควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์

หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกันน้ำหรือมีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ

ไม่ควรใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ เพราะอาจเกิดการกลายสภาพและเป็นอันตรายต่อผิวหนัง

หลีกเลี่ยงสภาพอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบ เพราะอาจทำให้อาการแพ้รุนแรงขึ้น

หลีกเลี่ยงการออกกลางแจ้งในช่วงเวลา 9.00-14.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความเข้มของรังสียูวีค่อนข้างสูง

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เท่านั้น

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นประจำเพื่อป้องกันผิวแห้ง โดยควรเลือกที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเป็นหลักและปราศจากน้ำหอม

ทาครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดดหรือ SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนออกแดด ควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) และไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) เป็นหลัก เนื่องจากสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะไม่ซึมผ่านผิวหนัง ทำให้เสี่ยงเกิดการแพ้ได้น้อย

หมั่นล้างและทำความสะอาดสิ่งของที่สัมผัสผิวหน้าเป็นประจำ เช่น อุปกรณ์แต่งหน้า ปลอกหมอน เป็นต้น เพราะเชื้อแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามสิ่งเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยก่อให้เกิดสิวและปัญหาทางผิวหนังที่ส่งผลให้ผิวระคายเคืองง่าย

เลือกสวมเสื้อผ้าเนื้อบางเบา ไม่รัดรูป หรือผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวหนัง

 

10 นิสัย ที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายไม่เลิก

ผิวแพ้ง่าย ใครๆ ก็ไม่อยากเป็น เพราะจะใช้อะไรก็ระคายเคือง แต่งหน้าก็ยาก หลายคนคิดว่าผิวแพ้ง่ายเหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง แต่บางทีมันอาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่เราเผลอทำจนเป็นนิสัยก็ได้ จะมีอะไรบ้างเราลองมาเช็คกันนะคะ

 

  1. ลองของใหม่หลายตัวพร้อมๆ กัน

 

แม้ว่าจะมีรีวิวว่าดีถล่มทลาย แต่มันก็ไม่ได้เวิร์คกับทุกคนนะคะ ดังนั้นสาวๆ จึงไม่ควรลองยี่ห้อใหม่มากกว่า 1 ตัวในเวลาเดียวกัน เช่น ใช้รองพื้นยี่ห้อใหม่ ไปพร้อมๆ กับ Makeup remover ยี่ห้อใหม่ แต่ควรลองทีละอย่างแล้วเว้นช่วงกันสัก 5-7 วัน เพราะหากครีมผิวแพ้ง่ายเกิดอาการแพ้ขึ้นมาจะจับผู้ร้ายถูกตัว ไม่ต้องโละทิ้งยกเซ็ตค่ะ

 

  1. ละเลยที่จะทดสอบการแพ้ (Patch Test)

บางคนเสียค่าครีมหลักพัน แต่เสียค่าหมอหลักหมื่น เพราะไม่ได้ทดสอบการแพ้ก่อนใช้จริง ดังนั้นเราควรทดลองทาครีมส่วนหนึ่งบริเวณข้างลำคอก่อน หากผ่านไป 24 ชั่วโมงแล้วไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงค่อยใช้กับผิวบริเวณอื่นค่ะ

 

  1. ทำความสะอาดผิวมากเกินไป บ่อยเกินไป

ถึงจะเลือกแบบที่มีสารอ่อนโยนสุดๆ แต่หากล้างบ่อยเกินไปก็ทำร้ายผิวได้เหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะสาวผิวแห้ง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซัลเฟต (Sulfate) หรือมีฟองมากๆ จะยิ่งทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองง่าย ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าเนื้อครีมหรือน้ำนม แล้วล้างแค่เช้า-เย็นก็เพียงพอแล้ว

 

  1. บำรุงมากเกินไป

เวลาที่ใช้แล้วสิวขึ้นเล็กน้อย ไม่มีผดผื่นหรือแสบแดง นั่นอาจไม่ใช่การแพ้ แต่อาจเป็นเพราะคุณบำรุงผิวมากเกินไป หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่เนื้อหนักเกินไป ทำให้กระทบต่อกระบวนการสร้างน้ำมันหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติ และกลายเป็นสิวอุดตันตามมา จึงควรเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิว และบำรุงแค่เช้า-เย็นก็เพียงพอค่ะ

 

  1. ใช้สครับที่ไม่เหมาะสม

ผิวบอบบางไม่ได้แปลว่าใช้สครับไม่ได้นะคะ เพียงแต่ต้องเลือกชนิดที่มีเม็ดสครับเล็กละเอียดที่สุด และมีสารบำรุงที่อ่อนโยนต่อผิว พวกเม็ดสครับใหญ่ๆ อย่างสูตร DIY ที่ทำจากเกลือหรือน้ำตาลนั้นควรเลี่ยงไปก่อน เพราะจะยิ่งทำให้ผิวระคายเคืองมากกว่าเดิมค่ะ

 

  1. ทำ Microdermabrasion

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณที่ดีจะแนะนำให้คุณเลี่ยง Microdermabrasion เพราะมันจะทำให้ผิวแพ้ง่ายยิ่งแดงและระคายเคืองง่ายกว่าเดิม หากอยากผลัดเซลล์ผิวจริงๆ ควรบำรุงให้ผิวแข็งแรงดีก่อนนะคะ

 

  1. ละเลยอาการผิวขาดน้ำ

ผิวที่ชุ่มชื่นจะมีเกราะป้องกันตามธรรมชาติ หากขาดความชุ่มชื่นก็เท่ากับโดนข้าศึกโจมตีรอบด้าน ไม่เว้นแม้กระทั่งผิวมัน การบำรุงผิวและดื่มน้ำมากๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญค่ะ สำหรับผิวมันควรเลือกชนิดบางเบา ซึมซาบง่าย ส่วนผิวแห้งนอกจากมอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไปแล้ว สามารถเพิ่มน้ำมันอย่าง sweet almond oil, rosehip oil, jojoba oil และ evening primrose oil ได้ หรือถ้าอยากใช้เนื้อเบาๆ อย่าง Serum ก็ควรเลือกที่มีส่วนผสมของ linoleic acid ค่ะ

 

  1. ไม่ฟังเสียงจากผิว

การยึดติดกับฉลากที่ระบุว่า “สำหรับผิวแพ้ง่าย” ไม่ดีเท่ากับฟังเสียงตอบรับจากผิวคุณจริงๆ จึงควรยึดจากสารบำรุงที่คุณไม่แพ้ มากกว่าจะยึดที่รุ่นของผลิตภัณฑ์ (ซึ่งบางทีก็แทบไม่ช่วยให้ผิวคุณดีขึ้นเลย) เพราะบางทีคุณอาจไม่ได้แพ้ง่าย แค่ใช้สารบำรุงไม่เหมาะกับผิวเท่านั้นเองค่ะ

 

  1. ปล่อยให้เหงื่ออุดตันรูขุมขน

ทุกครั้งที่ออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกมาก ไม่ควรทิ้งไว้ให้แห้งเองเด็ดขาด แต่ควรมีผ้าไว้คอยซับเสมอ เพราะเหงื่อและความมันคือตัวดักจับสิ่งสกปรก เมื่อความชื้นเจอกับแบคทีเรีย ผลลัพธ์คือสิวเห่อตามมา นอกจากนี้ สาวผิวแพ้ง่ายควรเลี่ยงการอบซาวน่า เพราะจะทำให้ผิวเป็นจ้ำแดง และระคายเคืองจากเหงื่อได้ค่ะ

 

  1. ล้างหน้าหรืออาบน้ำด้วยน้ำอุ่นบ่อยๆ

บางคนเชื่อว่าน้ำอุ่นๆ จะช่วยให้ทำความสะอาดผิวได้ดีขึ้น แต่ผลที่ตามมาก็คือ อาการแห้ง แดง รู้สึกคันผิว เจออากาศเปลี่ยนหน่อยก็ผิวลอก ระคายเคืองง่าย ดังนั้นหากใครมีผิวบอบบางก็ควรเลือกอาบน้ำอุณหภูมิปกติจะดีที่สุดค่ะ

 

หากเช็คแล้วพบว่ามีข้อไหนที่เผลอทำอยู่ ก็ลองปรับเปลี่ยนกันดูนะคะ แล้วผิวของเราจะแข็งแรงขึ้นอีกเยอะ บอกลาคำว่าแพ้ได้ในที่สุดค่ะ

 

เคล็ดลับ 5 วิธีกู้ภัยผิวหน้าแพ้ง่าย

แม้หลายคนจะบอกว่าตนเองมีผิวหน้ามัน ผิวผสม ผิวธรรมดา หรือบางครามีผิวแห้ง แต่คุณทราบหรือไม่ว่า มีเจ้าสภาพผิวประเภทหนึ่งที่สามารถมาเยือนคุณได้ทุกเมื่อคือ ผิวแพ้ง่าย

 

ผิวแพ้ง่ายพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงไทยกว่า 50% มีผิวที่แพ้ง่าย ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากชั้นไขมันปกป้องผิวถูกทำลายจากสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะแสงแดดหรือมลภาวะ หรือการใช้สารเคมีต่างๆบนผิวหนัง จนเกราะป้องกันผิวหนังอ่อนแอลง เป็นเหตุให้สารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองเข้าสู่ผิวได้ง่าย อาการผิวแห้งและระคายเคืองจึงตามมา

 

สาเหตุของผิวแพ้ง่ายเกิดจากความไม่สมดุลและความไม่แข็งแรงของผิว อันได้แก่ ผิวหน้าที่ขาดน้ำ สังเกตได้จากการเกิดริ้วรอยเล็กๆ ที่ฟ้องว่าความชุ่มชื้นใต้ผิวหนังไม่เพียงพอ ผิวหน้าแห้ง ผิวแตก อายุที่มากขึ้นมีแนวโน้มที่ผิวจะมีความอ่อนไหวมากขึ้น และปัจจัยภายนอกเช่นแสงแดดและมลภาวะ เป็นต้น แม้บางคนจะเคยมีผิวแข็งแรงมาตลอด

 

แต่ก็มีโอกาสมีผิวที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ผิวแพ้ง่ายได้ ทั้งจากสารเคมี มลภาวะ ผิวสูญเสียน้ำ เกราะป้องกันผิวทำงานไม่เต็มที่ โดยอาการที่บ่งบอกว่าคุณมีผิวแพ้ง่าย คือ ผื่น แดง อาการบวม ผิวแตก แห้ง หยาบ กร้าน ลอกเป็นขุย คัน หรือบางกรณีมีอาการแสบตึงร่วมด้วย

 

ฟิซิโอเจล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาการดูแลผิวที่ล้ำหน้าด้วยความเข้าใจในโครงสร้างและความต้องการของผิวอย่างแท้จริง จึงขอมอบวิธีการกู้ภัยผิวหน้าจากอาการแพ้ง่าย มี 5 ขั้นตอนและหากทำอย่างเคร่งครัด ก็เชื่อเลยว่าผิวคุณจะกลับมาสดใสแข็งแรงได้สบาย

 

1.หลีกเลี่ยงจากสาเหตุตัวการทำให้แพ้ : ให้ลองฝึกสังเกตว่าอาการแพ้ผื่น สิวผด คัน ลอก ขุย ฯลฯ มาเมื่อคุณทำพฤติกรรมใด แล้วทดลองหยุดหรือหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น เช่น เปลี่ยนครีมทาหน้าใหม่ เปลี่ยนน้ำหอม เปลี่ยนอาหารการกิน วิตามินหรือยา? เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ที่นอน หรือสภาพอากาศ แล้วหันมาใช้ครีมบำรุงที่ไม่มีวัตถุกันเสีย ปราศจากน้ำหอม ไม่มีการแต่งสี สารเคมีที่ก่อให้เกิดการอุดตัน และสำคัญที่สุดคือไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้

 

2.งดการขัดผิว และทำทรีทเม้นท์บนใบหน้า :สาวๆ บางคนเมื่อมีอาการแพ้ ผื่นขึ้น ผิวหน้าลอก สิวบุก จะเข้าใจว่าต้องรีบเยียวยาหนังหน้าด่วนจี๋ ระดมทรีทเม้นใส่อาหารผิว ทั้งนวดทั้งขัดไม่ยั้งหวังจะให้ผิวกลับมาแข็งแรงโดยไว แต่หารู้ไม่ว่าการขัดผิวหน้า จะทำให้ชั้นไขมันปกป้องผิว (Skin lipid barrier) ถูกทำลาย ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ทำให้ผิวแห้งยิ่งขึ้นไปอีก(จริงอยู่ที่เราควรขัดผิวเพื่อผลัดเซลส์ผิวใหม่บ้างแต่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจว่า ห้ามทำในช่วงที่ผิวไม่แข็งแรงนะจ๊ะ)

 

3.ห่างไกลเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์และบุหรี่ : งานวิจัยหลายฉบับพบว่าการสูบบุหรี่มีผลเสียต่อผิว ทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ ปัญหาสิว และเป็นต้นตอของมะเร็วผิวหนัง เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระทำลายโครงสร้างของผิวในชั้นเซลส์ ทั้งยังลดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในส่วนของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั้น จะส่งผลให้ร่างกายปัสสาวะบ่อย ขาดน้ำ ทั้งยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบีทำให้ผิวแห้ง เกิดอาการคันตามผิวหนัง ยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดการเกา (ในช่วงมึนเมา ฮาาาาา…) ทำให้อาการแพ้ลุกลาม

 

4.หลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดด : บางคนเมื่ออกแดดรู้สึกว่าผิวมีอาการระคายเคือง เกิดอาการคันนั้น อาจเกิดจากผิวหน้ามีอาการแพ้แดด โดยอาการจะคล้ายคลึงกับอาการผิวแพ้ง่ายทั่วไป พบร่วมกับอาการผิวแดง คัน อาจมีตุ่ม ผื่น หรือพุพองร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากรังสียูวี ดังนั้นจึงควรหมั่นทาครีมกันแดดในช่วงระหว่าง 10.00 – 15.00 น. โดยควรเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับผิวบอบบางแพ้ง่ายปราศจากสารระคายเคืองผิว เช่น น้ำหอม แนะนำควรเลือกครีมกันแดดแบบเนื้อเจลที่ปราศจากความมันทำให้ผิวรู้สึกสดชื่น เนียนนุ่ม และไม่ก่อให้เกิดสิว โดยเลือกค่า SPF ตั้งแต่ 40 PA+++ ขึ้นไป เพื่อการปกป้องทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีในช่วงกว้าง ไม่เสื่อมสลายเร็วเมื่อโดนแสง

 

5.เลือกผลิตภัณฑ์ที่ “ใช่” กู้ภัยหนังหน้าพัง : มาถึงตรงนี้หลายคนใจร้อน อยากให้ฟันธงกันมาเลยว่าควรใช้ครีมอะไร ซึ่งผู้เขียนแนะนำได้ว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือควรเลือกครีมที่มีค่า PH ใกล้เคียงกับผิว โดยควรใส่ใจตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ที่อ่อนโยนแม้ผิวที่บอบบางปราศจากสารสบู่ มีค่าใกล้เคียงกับน้ำ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยให้หน้าไม่แห้งตึง หลังจากล้างหน้า และสำหรับครีมบำรุงควรเลือกครีมที่เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่าย ไม่มีส่วนผสมของตัวการหลักที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ได้แก่ สี น้ำหอม และสารกันเสีย

 

สำหรับเคล็ดไม่ลับของการฟื้นฟูผิวหน้าให้กลับมาดีดังเดิมก็คือควรเลือกครีมที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับชั้นไขมันที่ปกป้องผิวหนังตามธรรมชาติ (Physiological lipid) เพื่อช่วยปกป้องผิวและฟื้นฟูผิวจากการถูกทำร้าย ไม่ว่าจากสารเคมี มลภาวะ หรือการขัดผิว และคืนความชุ่มชื้นให้ผิว อีกทั้งควรเลือกครีมที่มีส่วนผสมของ Ceramide ที่ช่วยเติมเต็มชั้นไขผิวหนังที่พร่องไปอีกด้วย

 

6 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “ผิวแพ้ง่าย”

6 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ “ผิวแพ้ง่าย

  1. ผิวบอบบางแพ้ง่าย คืออะไร?

ผิวบอบบางแพ้ง่ายคือผิวที่มีอาการระคายเคืองจากสิ่งภายนอกได้ง่าย สภาพผิวมักแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และมักมีอาการแดงและคันได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม โดยผิวจะมีอาการแพ้เมื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สัมผัสกับเสื้อผ้าบางชนิด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมของน้ำหอม เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว รวมถึงครีมกันแดด

โดยระดับการแพ้ง่ายจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

 

  1. ใครมีโอกาสมีผิวบอบบางแพ้ง่ายบ้าง?

นอกจากผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ผู้มีอาการแพ้อาหาร หรือผู้มีอาการแพ้อากาศ จะมีโอกาสมีผิวบอบบางแพ้ง่ายแล้ว ผู้หญิงในวัยทำงานมีโอกาสผิวบอบบางแพ้ง่ายเช่นกัน สาเหตุเพราะผิวได้รับสารเคมีสะสมเป็นระยะเวลานาน จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวและเครื่องสำอางต่าง ๆ ที่ใช้มาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามีโอกาสเป็นมั้ย และยังไม่เคยปรึกษาแพทย์ผิวหนังเลย ลองสังเกตผิวตัวเองเบื้องต้นดังต่อไปนี้

  • ผิวคุณแห้งกร้านมาก ๆ ขาดความชุ่มชื้นจนเสียสมดุล เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จนผิวไวต่อสิ่งที่มาสัมผัส เกิดอาการระคายเคืองง่ายสุด ๆ
  • ผิวคุณมีสิวง่าย มีสิวเยอะ สิวเห่อง่าย และมีอาการสิวลุกลามแดงบนผิวหน้า นอกจากจะเป็นผิวแพ้ง่ายแล้ว คุณอาจเสี่ยงมีอาการสิวหน้าแดง (Rosacea) ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
  • ผิวคุณมักมีอาการแห้งคันมาก ผิวเป็นผื่นแห้งแข็งตกสะเก็ด ยิ่งเกายิ่งลาม ลักษณะนี้นอกจากจะเป็นผิวแพ้ง่ายแล้ว คุณยังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคผื่นแพ้กรรมพันธุ์ (Eczema) แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที

 

  1. ผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมแบบไหนทำให้แพ้?

ส่วนผสมที่ทำให้ระคายเคืองและแพ้ง่ายมากคือ “น้ำหอม” ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ครีมอาบน้ำ โลชั่น ครีมบำรุง สบู่ล้างมือ หรือแม้แต่ทิชชู่เปียก ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่ายควรเลือกใช้แต่ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ไม่มีน้ำหอม และสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ควรระวังคือ “แชมพูสระผม” เนื่องจากหลาย ๆ ยี่ห้อพัฒนามาเพื่อใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะเท่านั้น หากสัมผัสถูกผิวหน้าในปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดผื่นภูมิแพ้ได้

 

  1. ผิวบอบบางแพ้ง่ายต่างจากภูมิแพ้ตรงไหน?

ผิวบอบบางแพ้ง่ายมักมีอาการแดง คัน และระคายเคือง จากการสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อความระคายเคือง (เช่น น้ำหอม) โดยคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย อาจไม่มีอาการภูมิแพ้หรือไม่ได้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เลย เพราะอาการภูมิแพ้เกิดจากระบบร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก (มักแสดงออกมาในรูปแบบการแพ้ต่าง ๆ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม หรือมีผื่น) ซึ่งอาการคันหรือระคายเคืองผิวจากผลิตภัณฑ์ไม่ใช่อาการแพ้หรือโรคภูมิแพ้เสมอไป

 

ต้องสังเกตความแตกต่างตรงนี้ให้ดี ยกตัวอย่างเช่น คุณรู้สึกระคายเคืองผิวเมื่อทาครีมกันแดดในหน้าหนาว แต่ไม่รู้สึกอะไรเมื่อทาครีมกันแดดตัวเดียวกันในหน้าร้อนหรือหน้าฝน เนื่องมาจากผิวหนังคุณมีความชุ่มชื้นที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล อาการคันดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้ หรือมีอาการแพ้ครีมกันแดดแต่อย่างใด

 

  1. ควรทำอย่างไรหากพบว่าผิวมีอาการแพ้?
  • สิ่งแรกสุดคือหากสงสัยว่าผลิตภัณฑ์ใด ๆ เป็นสาเหตุอาการแพ้ ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันที และสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิว
  • หากอาการแพ้ยังมีอยู่หลังหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อขอคำแนะนำผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวแพ้ง่ายให้กลับมาสุขภาพแข็งแรง
  • หากอาการแพ้กำเริบมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังทันที

 

  1. วิธีเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • ทำความเข้าใจก่อนว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เหมาะสำหรับทุกคนในโลก ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนบางชนิดที่คนผิวแพ้ง่ายคนอื่นใช้แล้วไม่แพ้ คุณเองอาจจะแพ้ได้ ฉะนั้นหลักสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวคือ การทดลองใช้ด้วยตัวเอง โดยอาจทดลองใช้กับผิวบริเวณท้องแขนหรือใต้คางดูก่อน เพื่อดูว่ามีอาการระคายเคืองหรือแพ้บ้างหรือไม่ หากไม่มีก็สามารถใช้กับผิวหน้าได้
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่า “อ่อนโยน” และเหมาะสำหรับผู้มีผิวบอบบางแพ้ง่าย
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว โดยไม่ชะล้างไขมันตามธรรมชาติของผิว หรือขัดเซลล์ผิวเก่าออกไป เพราะผิวบอบบางแพ้ง่ายมักมีโครงสร้างผิวที่ขาดความชุ่มชื้น แห้งหร้าน และอ่อนแอ หากมีการชะล้างไขมันตามธรรมชาติของผิว หรือขัดเซลล์ผิวเก่าออกไป หมายถึงการขัดเอาเกราะป้องกันผิวบางส่วนออกไปด้วย ทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม แพ้ง่ายกว่าเดิม
  • เลือกผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม